พระแก้วมรกต พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของราชอาณาจักรไทย

//พระแก้วมรกต พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของราชอาณาจักรไทย

พระแก้วมรกต พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของราชอาณาจักรไทย

พระแก้วมรกต ครบทั้ง 3 ฤดู พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของราชอาณาจักรไทย

             พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร พระแก้วมรกต เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของประเทศไทยนับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงสร้างกรุงเทพมหานครและอัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐานในพระอุโบสถ เมื่อ พ.ศ. 2327 เป็นต้นมา

 

ประวัติพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร

พระแก้วมรกตประดิษฐานครั้งแรกที่เมืองเชียงรายมีตำนานที่ควรเชื่อถือได้กล่าวว่าเมื่อ พ.ศ. 1977 ฟ้าผ่าเจดีย์องค์หนึ่ง ณ เมืองเชียงราย ได้ค้นพบพระพุทธรูปองค์หนึ่งปิดทองคำทึบทั่วทั้งองค์ ก็สำคัญว่า เป็นพระพุทธรูปศิลาสามัญ จึงเชิญเข้าไปไว้ในวิหารที่วัดแห่งหนึ่ง แต่นั้นอีก 2-3 เดือน ปูนที่ลงรักปิดทองหุ้มทั่วพระองค์นั้นกะเทาะออกที่ปลายพระนาสิก เจ้าอธิการในอารามนั้นได้เห็นเป็นแก้วสีเขียวงามคือ หยกชนิดหนึ่ง จึงแกะต่อออกไปทั้งพระองค์ คนทั้งปวงจึงได้เห็นและทราบความว่า เป็นพระพุทธรูปแก้วทึบทั้งแท่งบริสุทธิ์ดี ไม่มีบุบสลาย หน้าตักกว้าง 48.3 ซม. สูงทั้งฐาน 66 ซม. คนชาวเชียงรายและเมืองอื่น ๆ ก็พากันไปบูชานมัสการมากมายประดิษฐานที่เมืองลำปาง 32 ปี

ผู้รักษาเมืองเชียงรายได้มีใบบอกลงไปถึงพระเจ้าสามฝั่งแกน เจ้าเมืองเชียงใหม่ เจ้าเมืองเชียงใหม่จึงเกณฑ์ขบวนไปรับเสด็จพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรขึ้นหลังช้างแห่เพื่อมาประดิษฐาน ณ เมืองเชียงใหม่ ครั้นมาถึงทางแยกซึ่งจะไปเมืองนครลำปาง ช้างก็ตื่นหันไปทางนครลำปาง เมื่อหมอควาญบังคับช้างให้สงบลงแล้ว จึงพากลับมาทางแยกที่จะไปเมืองเชียงใหม่ ช้างก็ตื่นไปทางเมืองนครลำปางอีก จนภายหลังเมื่อนำช้างเชื่องรับเสด็จพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ช้างนั้นเมื่อมาถึงที่นั้นก็ตื่นคืนไปทางเมืองนครลำปางอีก ท้าวพระยาผู้ไปรับเห็นเป็นประหลาด จึงแจ้งไปถึงเจ้าเมืองเชียงใหม่ ครั้งนั้นเจ้าเมืองเชียงใหม่นับถือผีสางมาก จึงวิตกว่าชะรอยผีที่รักษาองค์พระจะไม่ยอมมาเมืองเชียงใหม่ ก็ยอมให้เชิญพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรไปประดิษฐานที่วัดในเมืองลำปางนานถึง 32 ปี สันนิษฐานว่าคือ วัดพระแก้วดอนเต้าในปัจจุบันประดิษฐานที่เมืองเชียงใหม่ 84 ปี

ครั้น พ.ศ. 2011 พระเจ้าติโลกราช ผู้ครองเมืองเชียงใหม่ ดำริว่าเจ้าเชียงใหม่องค์ก่อน ยอมให้พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรไปประดิษฐานอยู่เมืองนครลำปางนั้นไม่สมควรเลย น่าจะอาราธนากลับมาเมืองเชียงใหม่ แล้วจึงไปอาราธนาแห่พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรมาเมืองเชียงใหม่ แล้วสร้างหอพระแก้วประดิษฐานไว้ในเมือง พระเจ้าเชียงใหม่ได้พยายามจะทำพระวิหารที่ไว้พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรให้เป็นปราสาทมียอดให้สมควร แต่หาสมประสงค์ไม่ เนื่องจากอสุนีบาตตกลงต้องทำลาย ยอดที่สร้างขึ้นหลายครั้ง จึงได้เชิญพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรไว้ในพระวิหารมีซุ้มจระนำ อยู่ในผนังด้านหลัง สำหรับตั้งพระพทุธมหามณีรัตนปฏิมากร กับทั้งเครื่องประดับอาภรณ์บูชาต่าง ๆ มีบานปิดดังตู้เก็บรักษาไว้ เปิดออกให้คนทั้งปวงมนัสการเป็นคราว ๆ (บางตำนานก็กล่าวว่า พระแก้วมรกตประดิษฐานอยู่ในซุ้มทางทิศตะวันออกของเจดีย์หลวง ณ วัดเจดีย์หลวง เมืองเชียงใหม่) พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรประดิษฐานอยู่ที่เมืองเชียงใหม่นานได้ 84 ปีประดิษฐานที่เมืองหลวงพระบาง 12 ปี
ครั้น พ.ศ. 2094 พระเจ้าเมืองเชียงใหม่องค์หนึ่งซึ่งครองเมืองในครั้งนั้นชื่อ พระเจ้าไชยเชษฐา เป็นบุตรพระเจ้าโพธิสาร ซึ่งเป็นพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตหรือประเทศลาว ต่อมาพระเจ้าโพธิสารทิวงคต เกิดเหตุน้องพระเจ้าไชยเชษฐาชิงราชสมบัติกัน เสนาบดีกรุงศรีสัตนาคนหุต จึงเชิญพระเจ้าไชยเชษฐาให้กลับไปยังเมืองหลวงพระบาง เพื่อระงับเหตุจลาจล เมื่อพระเจ้าไชยเชษฐาไปนั้นไม่แน่ใจว่า จะประทับอยู่เมืองหลวงพระบางต่อไปหรือจะกลับคืนมายังเมืองเชียงใหม่อีก จึงเชิญพระแก้วมรกตไปด้วย เมื่อ พ.ศ. 2095 อ้างว่าจะเชิญไปให้ญาติที่เมืองหลวงพระบาง ได้มนัสการและบำเพ็ญการกุศลครั้นพระเจ้าไชยเชษฐาไปถึงเมืองหลวงพระบาง เสนาบดี พร้อมกันเชิญให้ครองกรุงศรีสัตนาคนหุต ทรงพระนามว่าพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช เพราะเหตุที่ครองทั้งประเทศล้านช้างและล้านนาด้วยกัน ฝ่ายข้างท้าวพระยาเมืองเชียงใหม่ไม่พอใจที่จะเป็นเมืองขึ้นกรุงศรีสัตนาคนหุต จึงไปเชิญเจ้าเมกฏิ ณ เมืองนาย ซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์ของพระเจ้าเชียงใหม่แต่ก่อน มาครองเมืองเชียงใหม่ก็เกิดรบกับกรุงศรีสัตนาคนหุต พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชไม่สามารถจะปราบปรามเมืองเชียงใหม่ได้ จึงคงรักษาพระแก้วมรกตไว้ที่เมืองหลวงพระบางต่อมา 12 ปีประดิษฐานที่เมืองเวียงจันทน์ 214 ปี

ถึง พ.ศ. 2107 พระเจ้าหงสาวดี บุเรงนอง ประเทศพม่ามีอำนาจมากขึ้น พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชเห็นว่า ตั้งอยู่ที่เมืองหลวงพระบางจะสู้ศึกพม่าไม่ได้ จึงย้ายราชธานีลงไปตั้งอยู่ที่เมืองเวียงจันทน์ และเชิญพระแก้วมรกตไปด้วย พระแก้วมรกตจึงไปประดิษฐานอยู่ที่เมืองเวียงจันทน์แต่นั้นมาอีก 214 ปีประดิษฐาน ณ กรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์
ครั้นถึง พ.ศ. 2321 เมื่อรัชกาลพระเจ้ากรุงธนบุรี เกิดการสงครามขึ้นในระหว่างกรุงธนบุรีกับกรุงศรีสัตนาคนหุต ครั้งนั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เสด็จดำรงพระยศเป็นเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ได้เป็นจอมพลยกทัพขึ้นไปตีกรุงศรีสัตนาคนหุต ได้เมืองเวียงจันทน์แล้ว เชิญพระแก้วมรกตกับพระบางลงมายังกรุงธนบุรี พระเจ้ากรุงธนบุรีทำการสมโภชแล้วโปรดให้ประดิษฐานไว้ ณ โรงพระแก้วในบริเวณพระราชวังเดิม ครั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงสร้างกรุงรัตนโกสินทร์เมื่อ พ.ศ. 2325 โปรดให้สร้างพระอารามขึ้นในพระราชวัง เป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต ครั้นพระอุโบสถสร้างเสร็จจึงโปรดให้เชิญพระแก้วมรกตแห่มาประดิษฐานในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2327 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระดำริสร้างเครื่องทรงถวายสำหรับฤดูร้อนและฤดูฝน เปลี่ยนเครื่องทรงตามฤดู ครั้นถึงรัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริสร้างเครื่องทรงฤดูหนาว จึงทรงเปลี่ยนเป็นเครื่องทรง 3 ฤดูกาลมาจนทุกวันนี้

ขนาดพระแก้วมรกต

1.1 ปางสมาธิ นั่งขัดสมาธิราบ วางพระหัตถ์ขวาซ้อนพระหัตถ์ซ้าย
1.2 หน้าตักกว้าง 48.3 เซ็นติเมตร
1.3 สูงจากทับเกษตรถึงสุดพระเกตุมาลา 66 เซ็นติเมตร

พระราชพิธีเปลี่ยนเครื่องทรงพระแก้วมรกต

พระราชพิธีเปลี่ยนเครื่องทรงพระแก้วมรกตนั้นกระทำกัน 3 ครั้งต่อหนึ่งปี คือ
1. เครื่องทรงฤดูร้อน ทรงเปลี่ยน วันแรม 1 ค่ำ เดือน 4
2. เครื่องทรงฤดูฝน ทรงเปลี่ยน วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8
3. เครื่องทรงฤดูหนาว ทรงเปลี่ยน วันแรม 1 ค่ำ เดือน 12

ประวัติของ พระแก้วมรกต ยังมีรายละเอียดอีกมากซึ่งไม่ได้นำมากล่าวไว้ แต่ผู้ที่สนใจสามารถติดตาม รายละเอียดได้ในบทความที่เกี่ยวข้องของลานนาแกะสลักตาม Link ด้านล่างนี้น่ะค่ะ

http://lannasculpture.blogspot.com/

 

ที่มา: ผู้จัดการสุดสัปดาห์
By | 2017-12-31T21:59:02+00:00 สิงหาคม 8th, 2017|ฺเรื่องน่ารู้|ปิดความเห็น บน พระแก้วมรกต พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของราชอาณาจักรไทย